สารบัญบทความหมวดหมู่ 'มุมสนุก'
พริกขี้หนู

พริกขี้หนู

Write on วัน/วันที่/เดือน/ปี เผยแพร่ใน สิ่งอำนวยความสะดวก

ก่อนหน้านี้เราเคยพูดกันถึงเรื่อง "10 สิ่งสำคัญที่ควรทำ เมื่อมาถึงบริสเบนและออสเตรเลียครั้งแรก" ซึ่งในบทความนี้เราจะมาเจาะพูดถึงในหัวข้อ เครือข่ายโทรศัพท์ โดยเป็นสิ่งจำเป็นแรก ๆ รองลงมาจากการหาที่พักเลยก็ว่าได้ เพราะมันเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารประจำตัว ในบทความนี้เราจะแนะนำทริคในการเลือกเครือข่ายหรือแพลนให้เหมาะกับการใช้งานของคุณ พร้อมทั้งตัวเลือก streaming และเครื่องมือการฝึกภาษาอังกฤษออนไลน์เพื่อช่วยในการสื่อสาร


ก่อนที่จะทำการตัดสินใจเลือกเครือข่าย ลองถามตัวเองก่อนว่า?

  • ที่พักของเรามีอินเตอร์เน็ตรึเปล่า?
  • เราต้องการโทรศัพท์เครื่องใหม่มั้ย?
  • เราจะใช้ดาต้ามากน้อยแค่ไหน?
  • เราจะโทรกลับบ้านวิธีไหน?

อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการสื่อสารในปัจจุบัน หากที่พักของเราไม่มี ADSL, NBN, Fiber-optic รองรับ และมีปัญหาเรื่องสัญญาณ hotspot บนมือถือไม่ค่อยดี ก็มีผู้ให้บริการอินเตอร์เนตไร้สายผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเช่นกัน เช่น อุปกรณ์ 4G modem (Mobile Broadband) เป็นต้น ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $15-20 ต่อเดือน โดยมีทั้งแบบ Prepaid และ Contract รายเดือน ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตบนแล็ปท็อป หรือ อุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สาย (mobile devices) อื่น ๆ ได้

 

เราจะเริ่มใช้โทรศัพท์มือถือในออสเตรเลียได้อย่างไร?

หากเรามีโทรศัพท์มือถืออยู่แล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดในการใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ คือการซื้อแพ็คเกจแบบ Prepaid ซึ่งเราสามารถเติมเงินเพื่อเพิ่มดาต้า รับส่งข้อความ รับและโทรออกสายภายในและต่างประเทศได้ เพียงแค่ซื้อ SIM card และเลือกแพลนเติมเงินที่เหมาะกับการใช้งานของเรา ซึ่งสามารถเติมเงินเมื่อไร ที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องมีการทำหนังสือสัญญาผูกมัด หรือที่เรียกว่า Contract สามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือหรือสะดวกซื้อทั่วไปเช่น 7-Eleven เป็นต้น

ถึงแม้แพ็คเกจแบบ Prepaid เราจะไม่ต้องทำหนังสือสัญญากับทางเครือข่าย แต่ตามกฎหมายของออสเตรเลียทุกเบอร์ต้องมีการลงทะเบียนก่อน แต่ไม่ได้ยุ่งยากเลยสามารถทำได้ที่ร้านมือถือหากซื้อที่ร้านโดยตรง แต่ถ้าซื้อตามร้านสะดวกซื้อก็สามารถลงทะเบียนเองได้ง่าย ๆ ทั้งโทรไปที่ศูนย์หรือจะลงทะเบียนผ่านทางอินเตอร์เนตบนเว็บไซต์ของผู้ให้บริการหากกังวลเรื่องการพูดคุยสื่อสาร สำหรับรายละเอียดนั้นดูได้ในเอกสารที่แนบมากับซิมที่ซื้อมา โดยใช้ข้อมูลเบื้องต้นเพียงชื่อ-นามสกุล และหมายเลขพาสปอร์ตเท่านั้น

แต่หากต้องการจำนวนดาต้า รับส่งข้อความ รับและโทรออกสายภายในและต่างประเทศ ที่มาพร้อมกับแพลนปกติ (regular plan) การเลือกแพลนแบบ SIM Only และเลือกจ่ายรายเดือน พร้อมลงทะเบียนสำหรับแพลน 12 – 24 เดือน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งานของแต่ละคน ซึ่งค่าใช้จ่ายความคุ้มค่าจะมากกว่าการซื้อแบบ Prepaid

 

อยากได้โทรศัพท์เครืองใหม่ ต้องทำยังไง?

หากคุณมีแผนที่จะอยู่ในออสเตรเลียเกิน 1 ปี และต้องการมือถือเครื่องใหม่ ทางเลือกที่ดีทีสุดคือลงทะเบียนสำหรับแพลน 12 – 24 เดือน ตัวเลือกนี้คุ้มค่าที่สุดและคุณสามารถเลือกมือถือในแบบที่คุณต้องการพร้อมกับแพลนการใช้งานที่เหมาะกับคุณ พร้อมเลือกยี่ห้อและรุ่นของมือถือที่ชอบ รวม ๆ แล้วคล้ายกับการซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจที่ไทย โดยเอกสารที่ใช้ในการซื้อสามารถดูได้ในหัวข้อถัดไป..

1903-100-pt-check2

 

ต้องใช้อะไรบ้างในการทำ contract มือถือ?

  • เอกสารแสดงที่อยู่ในออสเตรเลียของคุณ (Proof of your Australian address)
  • เอกสารแสดงการลงทะเบียนเรียน (Proof of Enrolment) ส่วนใหญ่จะเป็นบัตรนักเรียน (Student card) หรือจดหมายจากโรงเรียนยืนยันการรับเข้าเป็นนักเรียน (Enrolment Letter)
  • เอกสารแสดงตัวตน (Proof of Identity) หนังสือเดินทาง (Passport) เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
  • เอกสารแสดงรายรับหรือเงินทุน (Proof of Income/Funds) ใบเสร็จการรับเงินค่าจ้าง (Payslip) หรือรายการเงินฝากถอนในบัญชีเงินฝาก (Bank Statement)
  • ก่อนจะทำ contract เราควรคำนึงถึงอะไรบ้าง?
  • ระยะเวลาของ contract
  • Contract นี้รวมค่าโทรออกต่างประเทศด้วยมั้ย
  • ดาต้าต่อเดือนได้เท่าไร
  • มีค่าปรับเท่าไร หากเราต้องการออกจาก contract ก่อนระยะเวลาที่ contract จะหมด
  • ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเครือข่ายในต่างประเทศ
  • สัญญาณครอบคลุมอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างไร
  • มีการหักค่าบริการเพิ่มในการเลือกจ่ายเงินบางประเภทมั้ย เช่น หักเปอร์เซ็นต์เมื่อจ่ายผ่านบัตรเครดิต

 

ตัวเลือกของผู้ให้บริการเครือข่าย

ในออสเตรเลียมีผู้ให้บริการเครือข่ายอยู่หลายบริษัท บริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นที่รู้จักและคนส่วนใหญ่เลือกใช้กันก็มี Optus, Vodafone และ Telstra ซึ่งจะมีหน้าร้านอยู่ตามช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ต่าง ๆ โดยเราสามารถเข้าไปเปรียบเทียบแพลนและราคาบนเว็บไซต์ หรือจะไปที่ร้านเพื่อขอคำแนะนำพร้อมกับเลือกดูมือถือรุ่นต่าง ๆ ได้ ในกรณีที่เราต้องการมือถือเครื่องใหม่ด้วย

20170125-mobile-plans

Telstra จะขึ้นชื่อในเรื่องของสัญญาณที่ดีแต่ราคาค่าบริการก็อาจจะสูงกว่าเจ้าอื่น
Optus เป็นระดับกลางในเรื่องของทั้งสัญญาณและราคา
Vodafone เด่นเรื่องแพลนที่ค่อนข้างดีสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานเฉพาะ และค่าบริการที่ดูจะคุ้มสุด

ส่วนเครือข่ายอื่น ๆ ที่มีอีกเยอะแยะมากมายในออสเตรเลียนั้นส่วนใหญ่จะเช่าสัญญาณจาก 3 เครือข่ายข้างต้นและให้บริการในนามบริษัทของตนเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความเห็นส่วนบุคคล คุณภาพและการใช้งานจริง สามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่สัญญาณครอบคลุมของแต่ละบริษัท หรือเปรียบเทียบการให้บริการ ได้บนเว็บไซต์อย่าง https://www.whistleout.com.au

20180702-mobile-network-coverage-qld
Cr. whistleout.com.au

 

ตัวเลือกในการ streaming รายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์มีอะไรบ้าง?

1. Netflix – Netflix.com เริ่มที่ $11 ต่อเดือน

Netflix เริ่มให้บริการในออสเตรเลียเมื่อปี 2015 มีรายการทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย คุณสามารถดูได้บน smart TV, เครื่องเกม (gaming consoles) , Apple TV, Chromecast, อุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สาย และบนคอมพิวเตอร์

2. Stan – stan.com.au เริ่มที่ $10 ต่อเดือน

เป็นบริษัทของออสเตรเลีย อาจจะไม่ค่อยมีรายการที่ผลิตเอง แต่มีรายการภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศให้เลือกเยอะ นอกจากนี้ยังมีรายการจากบริษัทอื่นให้ชมอย่างรายการของ Amazon สามารถดูได้บน smart TV, เครื่องเกม, Apple TV, Chromecast, อุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สาย และบนคอมพิวเตอร์

3. Foxtel Now – Foxtel.com.au/now เริ่มที่ $15 ต่อเดือน

ดูได้บน smart TV, เครื่องเกม, Chromecast และบนคอมพิวเตอร์ แอพนี้สามารถให้เราลงทะเบียน (sign up for subscription) Foxtel โดยไม่มีค่าติดตั้ง (installation) หรือ contract. Foxtel เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนชอบดูการถ่ายทอดกีฬาสด (live sport)

4. แอพฯสำหรับดูรายการทีวีย้อนหลัง – ABC iView, SBS OnDemand, Plus7, 9Now, TenPlay

สถานีโทรทัศน์ฟรีใหญ่ ๆ ในออสเตรเลียมีแอพให้คุณสามารถดูรายการได้แบบ on demand สามารถดาวน์โหลดและใช้แอพได้ฟรีแต่จะมีโฆษณาอยู่

20180702-streaming-companies
Cr. thx.com

 

ตัวช่วยในการฝึกภาษาอังกฤษออนไลน์

แน่นอนว่ามาอยู่ออสเตรเลีย การติดต่อสื่อสารหลัก ๆ และชมรายการต่าง ๆ ต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษในการทำความเข้าใจและสื่อสาร เว็บไซต์ข้างล่างนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มช่วยพัฒนาทักษะการฟังและพูดในช่วงเริ่มต้นของการใช้ชีวิตในออสเตรเลียได้ดีเลยทีเดียว

  1. English Centralenglishcentral.com มีวีดีโอภาษาอังกฤษให้เลือกชมมากมาย
  2. BBC Learning Englishbbc.co.uk/learningenglish ดูวีดีโอแล้วทำแบบฝึกหัดเพื่อเพิ่มความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ
  3. Italki italki.com เลือกระหว่างเจ้าของภาษาและอาจารย์สอนภาษา (ราคาแพงกว่า) เพื่อที่จะสนทนากับคุณผ่าน video chat แบบตัวต่อตัว
  4. Busuubusuu.com แอพบนเว็บไซต์และมือถือ เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คสำหรับผู้ที่สนใจเรียนภาษาใหม่ ๆ

 

ข้อมูลอ้างอิง: International Student Guide, Brisbane, 2018, Insider Guides.

Write on วัน/วันที่/เดือน/ปี เผยแพร่ใน พักระยะยาว

เรื่องที่พักเป็นเรื่องหลักของการเริ่มต้นมาใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ เรามีข้อแนะนำและความรู้พื้นฐานในการเช่าบ้านสำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังเตรียมตัวจะมาออสเตรเลีย หรือที่กำลังคิดอยากจะออกไปหาทีพักอยู่เอง มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่ควรทราบ..

 

สิ่งที่เราควรจะตั้งคำถามกับตัวเองเมื่อกำลังมองหาที่พัก

  1. ระยะทาง หรือระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางระหว่างที่พัก กับที่เรียน ที่ทำงาน
  2. สามารถเดินทางด้วยอะไรได้บ้าง รถบัส รถไฟ มีที่จอดรถ จอดจักรยานมั้ย อยู่ใกล้ไกลป้ายรถเมล์หรือสถานีรถไฟแค่ไหนอะไรบ้างที่เราจะต้องซื้อ เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน โต๊ะทำงาน ข้าวของเครื่องใช้
  3. เราจำเป็นที่จะต้องมีประกันสำหรับของมีค่า ของใช้ติดตัวอย่างคอมพิวเตอร์ มือถือ อื่น ๆ ในกรณีที่เกิดการขโมยทรัพย์สินหรือเหตุอื่น ๆ ทำให้เสียหาย
  4. สิทธิ์ของผู้เช่า มีอะไรบ้าง
  5. พื้นที่ที่เราอยู่เป็นยังไงบ้าง เสียงดังมั้ย อยู่ใกล้สนามกีฬา หรือคอนเสิร์ต ผับ ปลอดภัยมั้ย
  6. ที่พักอยู่ใกล้อะไรบ้าง โรงพยาบาล ร้านค้า สถานีตำรวจ สวนสาธรณะ
  7. ที่พักมีระบบป้องกันความปลอดภัยอะไรบ้าง
  8. ของทุกอย่างในห้องทำงานได้ปกติมั้ย ไฟฟ้า น้ำไหล น้ำร้อน น้ำเย็น สวิตช์ไฟเปิดติด, ที่ตรวจจับควันไฟ,  แอร์

 

ศัพท์บางส่วนเกี่ยวกับเรื่องการเช่าบ้านที่อาจจะต้องเจอ

Property owner, Landlord: สองคำนี้มีควายคล้ายกันอยู่แต่แตกต่างกัน Landlord คือเจ้าของบ้านตัวจริง ส่วน Property owner อาจจะเป็นตัวแทนจากเจ้าของบ้าน เพื่อง่าย ๆ ให้คิดว่าคือเจ้าของบ้านก็พอ
Tenant: ผู้เช่า
Real estate agent, Agent(เอเจนท์): ตัวแทนดูแลอสังหาฯ
Rental agreement: สัญญาการเช่าบ้าน
Rental bond(เงิน bond): เงินประกัน เป็นเงินที่ผู้ให้เช่าเรียกเก็บตอนเริ่มทำสัญญาเช่าบ้าน กรณีเกิดค่าใช้จ่ายอันใดก่อนระยะการเช่าสิ้นสุดลง เจ้าของที่พักจะหักจากเงินตรงนี้ หากไม่โดนหักจะได้คืนตอนสิ้นสุดการเช่าบ้าน
Rent in advance, Advance payment(เงิน advance): เงินค่าเช่าล่วงหน้า เป็นเงินที่ผู้เช่าจะต้องจ่ายล่วงหน้าตามระยะเวลาที่เจ้าของบ้านเช่ากำหนด และเมื่อครบตามระยะเวลา ผู้เช่าถึงจะเริ่มจ่ายค่าเช่าอีกครั้ง 
Rental reference/records, Tenancy databases: ข้อมูลประวัติการเช่าบ้าน จะต้องเคยเช่าบ้านมาแล้วถึงจะมีข้อมูลตรงนี้ และสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งในเอกสารเพื่อยื่นกับผู้ให้เช่า
Bills included or excluded: ค่าเช่าห้องที่ 'รวม' หรือ 'ยังไม่ได้รวม' ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอินเตอร์เน็ต
Inspect: การดูห้อง มีทั้งแบบ open inspection เปิดให้ดูพร้อมกันหลายคน และ individual inspection แบบส่วนตัว
Master Room: ห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว
Second Room: ห้องนอนที่ไม่มีห้องน้ำในตัว
Living Room: ห้องรับแขกซึ่งได้มีการกั้นขึ้นเพื่อทำเป็นห้องนอน
Own bedroom: ห้องนอนส่วนตัว
Shared bedroom: แชร์ห้องนอน หรือมีหลายเตียงในห้องเดียว

 

ที่พักประเภทต่าง ๆ

1. บ้านเช่าที่เราเช่าเอง หรือแบ่งห้องเช่ากับคนอื่น

ราคาประมาณ $175 - $400 ต่อสัปดาห์

20150617-room-sharing-house

ที่พักแบบนี้ส่วนใหญ่คนที่มาอยู่ออสเตรเลียได้สักพัก(สัก 2-3 เดือน เป็นต้นไป) จะเริ่มสนใจหาที่พักอย่างนี้ ด้วยเรื่องค่าใช้จ่ายที่ประหยัดที่สุดถ้าหากแชร์ร่วมกับคนอื่น โดยมีการแชร์ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เนท รวมถึงอาจจะแชร์ห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องนอน(แบบสองเตียงในห้องเดียว)ด้วย โดยยิ่งใกล้ตัวเมืองราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นตาม

ข้อดีอีกข้อก็คือ เราจะได้พบเพื่อนร่วมห้องที่หลากหลาย ชาวต่างชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ชิมอาหาร มีเพื่อนฝึกภาษา เป็นการสร้างเครือข่ายอีก แต่สำหรับใครที่ชอบความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบความวุ่นวายก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะนักที่จะแชร์ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาดและการปาร์ตี้ มีหลาย ๆ กรณีให้เห็น เพื่อนกันพอย้ายมาอยู่ด้วยกันทะเลาะกันเลย แต่เคสที่อยู่ด้วยกันแล้วรักกันก็มี

บางทีเอากับข้าวที่เราซื้อมาไปกินบ้าง ใช้กระดาษทิชชู่ในห้องน้ำหมดไม่เอามาเติมให้บ้าง(ที่นี่ไม่มีที่ฉีดน้ำแบบเมืองไทยนะ ไม่มีกระดาษนี่จบเลย) ทำกับข้าว กินอาหาร ทิ้งจานชามไว้ในอ่างไม่ยอมล้าง ล่อแมลงสาปมาป้วนเปี้ยน คนจะใช้ครัวต่อก็ลำบาก ยืมของเราไปใช้แบบไม่บอกแล้วไม่เอามาคืนที่เดิม คนจะใช้ก็หาไม่เจอ ไม่ยอมเอาขยะไปทิ้ง ยัดจนยัดไม่ไหวแล้ว ไม่อาบน้ำ ไม่ซักผ้า กลิ่นหอมเชียว หรือเจอคนที่รักสะอาดมากแบบต้องเป๊ะห้ามมีร่องรอยความสกปรก ต้องทำความสะอาดทุก ๆ วัน และอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ ก็ลองจินตนาการณ์กันดูก่อนตัดสินใจที่จะแชร์ห้องกับใครนะ

บ้านเช่าจะมีทั้งแบบ full furnished คือมีเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ ๆ ที่จำเป็นให้พร้อม เตียง ตู้เย็น โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ละที่ก็จะแตกต่างกันไป แต่ก็อาจจะมีของบางอย่างที่เราต้องซื้อเข้าอยู่ดีเช่น จาน ชาม หม้อ ครก ซึ่งบ้านแบบ full furnished ราคาก็จะแพงกว่าแบบไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ใครที่วางแผนจะอยู่ยาวมากกว่า 6 เดือน – 1 ปี ก็อาจจะสนใจที่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์เองมากกว่าที่จะต้องมาจ่ายส่วนต่างในระยะยาว

การเช่าบ้านเป็นหลังและนำห้องมาแบ่งให้คนอื่นเช่าอีกที ก็เป็นอีกวิธีที่คนนิยมทำกัน เนื่องจากผู้เซ็นสัญญาเช่าบ่านมาทั้งหลังสามารถเลือกคนมาแชร์บ้านร่วมกันได้ให้ถูกใจตนเอง และยังอาจจะทำให้ตนเองเช่าบ้านได้ถูกลงกว่าไปแชร์ห้องจากคนอื่นอีกด้วย แต่ก็ต้องแลกมากับการที่ต้องดูแลจัดการความสะอาดเรียบร้อยภายในบ้าน พร้อมทั้งหาคนมาแทนที่ถ้าหากผู้เช่าร่วมจะย้ายออกจากบ้าน ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่เช่ามาทั้งหลังเป็นคนรับผิดชอบและเซ็นต์สัญญาเช่าบ้านหลังนั้นมา หากเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ

2. โฮมสเตย์

ราคาประมาณ $250 - $300 ต่อสัปดาห์

20180521-find-accom-shared

เป็นที่พักแบบที่นักเรียนส่วนใหญ่จะใช้บริการในช่วงแรกของการมาเยือนออสเตรเลีย หากเจอครอบครัวที่ดีชีวิตก็จะดีนะ และก็จะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ดีแบบตัดไม่ขาด เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเค้าเลย ทั้งทำอาหารเตรียมไว้ให้ ขับรถไปรับส่ง ให้คำปรึกษา เห็นหลายคนมีความสุขกับโฮมสเตย์มากจนไม่เคยย้ายออกเลยก็มี แต่บางรายที่ไม่ต่างจากเราไปเช่าบ้านเขาอยู่ หรืออยู่แล้วรู้สึกไม่สบายใจก็มี เช่น มีเวลาต้องกลับบ้าน มีกฎในบ้านที่ทำให้เรารู้สึกอึดอัด หรือมีคนอื่นอยู่ด้วยที่เรารู้สึกไม่โอเคก็มี ข้อดีของโฮมสเตย์ก็คือเรื่องภาษาและวัฒนธรรมนี่แหละที่เราจะได้เต็ม ๆ เป็นการปรับตัว ทัศนคติให้เข้าได้กับคนที่นี่ อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้เราได้ศึกษาพื้นที่ มีเวลาให้เราได้เลือกแอเรีย ในกรณีที่เราวางแผนที่จะย้ายออกไปอยู่เองในอนาคต

3. บ้านพักนักเรียน(Student Accommodation)

ราคาประมาณ $250 - $500 ต่อสัปดาห์

20180521-find-accom-unilodge
รูปประกอบ: UniLodge South Brisbane

มีให้เลือกตั้งแต่ 1 – 5 ห้องนอนใน 1 อพาร์ทเม้น เป็นที่พักแบบ full-furnished และมีการรักษาความปลอดภัยและซัพพอร์ตตลอด 24 ชั่วโมง ราคาที่จ่ายก็รวมค่าน้ำ ค่าไฟ อินเตอร์เนทเรียบร้อย ที่พักประเภทนี้จะตั้งอยู่ใกล้กับสถานศึกษา และอยู่ในโซนเมือง เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางของนักเรียน สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างยิม สระว่ายน้ำ พื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือทำการบ้าน หรือรีแลกซ์ก็มี เรามีโอกาสทำความรู้จักเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ข้อเสียอาจจะเป็นเรื่องความเร็วของอินเตอร์เนทในช่วงเวลาที่ทุกคนใช้กัน(peak time) อาจจะช้า และเรื่องขนาดของห้องที่จะเล็กกว่าที่พักแบบอื่น

*ราคาเป็นการประเมิณราคาในบริสเบน เมืองใหญ่ ๆ อย่างซิดนีย์หรือเมลเบิร์นราคาจะสูงกว่า หรือแตกต่างกันไปแล้วแต่เขตที่อยู่อาศัย


สิ่งที่จะต้องทำก่อนจะลงมือทำการเช่าบ้าน

  1. ต้องเตรียมเงินให้พร้อมในส่วนของค่า bond ด้วย
  2. เตรียมหา rental reference หรือ guarantor ให้เรา
  3. เข้าไปสำรวจที่พักก่อนที่เราจะทำการเซ็น contract หรือจ่ายค่ามัดจำ เปิดตู้หรือลิ้นชักต่าง ๆ ดูข้างในด้วยว่าเป็นราหรือมีแมลงอะไรอาศัยอยู่รึเปล่า
  4. ถ่ายรูปส่วนที่ชำรุดเสียหายในบ้านไว้เป็นหลักฐาน
  5. อ่าน rental agreement ให้เข้าใจอย่างละเอียดก่อนจะเซ็นสัญญา
  6. เช็คว่าเราได้รับสำเนา rental agreement และได้รับใบเสร็จค่า bond กับค่าเช่าทุกครั้ง
  7. ทำความเข้าใจตรงกันกับผู้ให้เช่าว่าใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ(utilities) เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเตอร์เนท โทรศัพท์ ฯลฯ
  8. ทำความเข้าใจและใส่ใจรายละเอียดของ rental agreement ว่าเราต้องทำอะไรบ้างในช่วงใกล้หมดสัญญา

 

จะต้องจ่ายค่า bond เท่าไร?

เราจะต้องจ่ายค่า bond ล่วงหน้า ซึ่งเราจะได้เงินส่วนนี้คืนเมื่อสัญญาเราหมดและไม่มีการเสียหายเกิดขึ้นกับที่พัก ตามกฎหมายแล้วเงิน bond จะไม่เกินค่าเช่า 4 สัปดาห์ หากเราจ่ายค่าเช่าต่ำกว่า $700 ต่อสัปดาห์ แต่หากใครจ่ายค่าเช่าเกิน $700 ต่อสัปดาห์ เงิน bond สามารถแพงกว่าค่าเช่า 4 สัปดาห์ได้ และการจะได้เงิน bond คืน เราจะต้องมีบัญชีกับธนาคารในออสเตรเลีย

เวลาที่หมดสัญญาและจะย้ายออก คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำความสะอาดห้องเองเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนมาทำสะอาด และอยากได้ bond คืนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่โดยส่วนมากแล้วจะเหนื่อยเปล่า สุดท้ายหากเอเย่นมาตรวจแล้วไม่เรียบร้อยตามเกณฑ์ เค้าก็จะหักเงินค่า bond เราเพื่อไปจ้างคนมาทำความสะอาดอีกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เสียค่าทำความสะอาดเยอะ เราควรรักษาความสะอาดที่พักของเราอยู่เสมอ เพื่อป้องกันคราบสกปรกติดเหนียวแน่น โดยเฉพาะคราบน้ำมันติดตามผนัง เพดาน(ทอดปลาทีกระจาย) หรือที่ดูดกลิ่น คราบไหม้ตรงหัวเตาแก๊ส คราบสบู่ในห้องน้ำ เป็นต้น

อีกเรื่องที่ควรระวังก็คือ ผนังห้องและประตูประเทศนี้ไม่ได้แข็งแรงเหมือนที่เมืองไทย ต้องระวังเรื่องการทำผนังเป็นรอยเป็นพิเศษ วันไหนเก็บกดต่อยกำแพงอาจจะทะลุได้ เหมือนที่เห็นในหนังฝรั่ง เวลาขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องระวัง มันบอบบางจริง ๆ นะ

 

..สำหรับแหล่งหาบ้านเช่าในบริสเบน นอกเหนือจากในกระดานข่าวบนเว็บไซต์ของเราเองแล้ว ก็มีเว็บไซต์อย่างเช่น.. www.domain.com.au, www.realestate.com.au และ www.gumtree.com.au เป็นต้น

 

สำหรับใครที่ต้องการทราบข้อมูลสิทธิ์ของผู้เช่าในรัฐควีนส์แลนด์ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ Residential Tenancies Authority(RTA) ได้ที่ rta.qld.gov.au หรือโทร 1300 366 311

Reference: International Student Guide, Insider Guides, Study Brisbane.

Write on วัน/วันที่/เดือน/ปี เผยแพร่ใน ชีวิตความเป็นอยู่

มาถึงตอนสุดท้ายของเรื่องการทำงานในออสเตรเลีย โดยก่อนหน้านี้เราพูดกันไปแล้วถึงภาพรวมในการทำงาน ประเภทของงาน และสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการเข้าสมัครงาน สำหรับในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง.. วีซ่าที่อนุญาตให้ทำงานในออสเตรเลียได้

 

อ่านบทความตอนที่ผ่านมา..

 

แม้ว่าจะมีวีซ่าที่อนุญาตให้คนทำงานถูกต้องตามกฎหมายอยู่หลายประเภท แต่วิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้กันคือการขอวีซ่านักเรียน โดยสมัครเรียนคอร์สภาษาอังกฤษ (General English), Certificate หรือ Diploma ซึ่งเป็นคอร์สที่ไม่ยากมากนัก โรงเรียนบางแห่งยังมีชั่วโมงเรียนต่ออาทิตย์ การบ้าน และการสอบที่น้อยมากอีกด้วย ซึ่งวีซ่านักเรียนส่วนใหญ่อนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสองอาทิตย์ ยกเว้นวีซ่า Postgraduate Research Sector Visa (subclass 574) ที่อนุญาตให้ผู้ถือสามารถทำงานได้โดยไม่จำกัดชั่วโมง เมื่อคอร์ส Master Degree by Research หรือ Doctoral ได้เริ่มขึ้น

มีคนจำนวนไม่น้อยทำงานเกินชั่วโมง โดยการช่วยเหลือของผู้ประกอบการ การจ่ายเงินสดโดยไม่มีบันทึกเป็นทางออกของทั้งผู้ทำงานล่วงเวลา (ได้ทำงานเพิ่ม) และผู้ประกอบการ (ค่าจ้างไม่ต้องตรงตามมาตรฐาน) ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศออสเตรเลียมีกฎหมาย และมาตรการที่เข้มงวดต่อผู้ล่วงละเมิดกฎ

 

นอกจากวีซ่านักเรียนแล้ว ยังมีวีซ่าประเภทอื่นที่อนุญาตให้ทำงานได้อีก โดยมีตัวอย่างวีซ่าที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ตัดสินใจจะเดินทางมาทำงานที่ออสเตรเลียครั้งแรก ดังนี้..

Work and Holiday Visa - subclass 462

เป็นวีซ่าสำหรับผู้มีอายุ 18 - 31 ปี ที่จะต้องไม่มีบุตรติดตามในขณะที่ใช้เวลาอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ผู้ถือวีซ่านี้สามารถอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียได้นาน 12 เดือน ทำงานกับบริษัทหนึ่ง ๆ ได้ไม่เกิน 6 เดือน ลงเรียนได้ไม่เกิน 4 เดือน และสามารถเข้าออกได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งจนกว่าวีซ่าจะหมดอายุ สามารถสมัครขอวีซ่าประเภทนี้ได้ในขณะที่ไม่ได้อยู่ในประเทศออสเตรเลียเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มีการจำกัดจำนวนของผู้ถือวีซ่านี้ทุกปีในประเทศต่าง ๆ หากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนจำกัดของวีซ่า สามารถสอบถามไปที่ Immigration office ในเมืองไทยได้

 

Temporary Work (Skilled) Visa - subclass 457

ผู้ขอยื่นวีซ่านี้ต้องถูกสปอนเซอร์โดยบริษัทที่ได้รับการยอมรับในออสเตรเลีย และผู้ยื่นขอต้องมีความสามารถเฉพาะทางที่เหมาะกับตำแหน่งที่จะมาทำกับบริษัทนั้น ๆ โดยวีซ่านี้อนุญาตให้ทำงานในออสเตรเลียได้ถึง 4 ปี โดยผู้ถือสามารถพาครอบครัวตามมาเพื่อทำงานหรือเรียนได้อีกด้วย และสามารถเข้าออกประเทศออสเตรเลียได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง สามารถยื่นขอวีซ่านี้ได้ภายในและภายนอกประเทศออสเตรเลีย

 

Temporary Work (Long Stay Activity) Visa - subclass 401

คล้าย ๆ วีซ่า 457 ข้างต้น เพียงแต่อนุญาตให้ถือวีซ่านี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยจะต้องทำงานอยู่ในเงื่อนไข 4 อย่างนี้เท่านั้น

  1. Exchange stream - การแลกเปลี่ยนเพื่อศึกษาและแลกประสบการณ์ของพนักงานระหว่างประเทศ
  2. Sport stream - ส่งเสริมการกีฬาของประเทศออสเตรเลีย เช่น เป็นโค้ช แข่งกับทีมออสเตรเลีย หรือเป็นกรรมการ เป็นต้น
  3. Religious worker stream - ทำงาน Full-time ให้กับองค์กรศาสนาที่อยู่ในออสเตรเลีย เช่น วัดไทย โบสถ์
  4. Domestic worker (executive) stream - ทำงาน Full-time ในบ้านของ senior foreign executives

 

Skilled Independent Visa - subclass 189

เป็น PR ประเภทหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลีย โดยผู้สมัครต้องมีอายุไม่เกิน 50 ปี แสดงความจำนงที่จะทำงานในสายอาชีพที่มีความต้องการในประเทศออสเตรเลีย โดยจะต้องได้รับการยอมรับ Suitable skills assessment สำหรับอาชีพนั้น ๆ มีทักษะภาษาอังกฤษระดับดี (IELTS 6 หรือ เทียบเท่า ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษได้ที่นี่.. "How can I prove I have competent English?")

ต้องสมัคร Expression of Interest และถูกเชิญผ่าน SkillSelect เพื่อทำการสมัครวีซ่าประเภทนี้ ซึ่งสามารถขอได้ทั้งในและนอกประเทศออสเตรเลีย วีซ่านี้อนญาตให้ผู้ถือเดินทางเข้าออกออสเตรเลียได้โดยไม่จำกัดครั้งภายในระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่วีซ่าอนุมัติ (หลังจากนั้น คุณจำเป็นจะต้องมี Resident return visa หรือ วีซ่าประเภทอื่นเพื่อกลับเข้ามาในประเทศออสเตรเลีย) สามารถทำงานและเรียนได้ไม่จำกัดชั่วโมง สมัคร Medicare ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือค่าดูแลรักษาพยาบาลเกี่ยวกับสุขภาพของประเทศออสเตรเลีย สามารถสมัคร Australian citizenship ได้ (ตามข้อกำหนด) สามารถสปอนเซอร์ญาติเพื่อให้ถือวีซ่า PR ได้

 

..จบกันไปแล้วกับบทความทั้ง 3 ตอน หวังว่าจะพอเป็นแนวทางในเบื้องต้นให้กับผู้ที่กำลังหางานทำในออสเตรเลียได้นะคะ, ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามคะ

 

บทความนี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนบุคคลประกอบกับความรู้ที่ผู้เขียนค้นคว้ามาจากเว็บไซต์อ้างอิง เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้อ่าน ทั้งนี้ผู้เขียนไม่มีความรับผิดชอบต่อความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูล ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรือสอบถามผู้ที่ได้รับอนุญาตในการประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง

 

ข้อมูลอ้างอิง:
fairwork.gov.au - "Fair Work Ombudsman"
immi.gov.au - "Australian Government Department of Immigration and Border Protection"

Write on วัน/วันที่/เดือน/ปี เผยแพร่ใน ชีวิตความเป็นอยู่

ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว.. การทำงานในออสเตรเลีย ตอนที่ 1 "ภาพรวมการทำงานและประเภทของงาน" ในตอนนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องด้านภาษาและการสมัครงาน..

 

แน่นอนว่าประเทศออสเตรเลียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง แต่ว่าภาษาอังกฤษนี้ไม่ใช่ British-English หรือ American-English อย่างที่หลักสูตรบ้านเราต้องการจะให้เป็น (สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเป็น Thailish [Thai-English])

คนออสเตรเลียที่อยู่ในเมืองจะไม่ค่อยมีสำเนียงออสซี่ (Australian accent) ถ้าเทียบกับคนที่อยู่นอกเมืองออกไป เพราะฉะนั้นหากเรามาออสเตรเลียแรก ๆ สื่อสารกับคนที่นี่ยังไม่เข้าใจก็ไม่ต้องเครียดไป เพราะแม้จะเป็น native English-speakers จากอังกฤษหรืออเมริกาบางทีก็เจอปัญหาเดียวกัน

นอกจาก Australian-English ที่ค่อนข้างฟังยากแล้ว เรายังต้องปรับหูให้เข้ากับสำเนียงภาษาอังกฤษของชาติอื่น ๆ อีกด้วย หากเราต้องการจะทำงานกับบริษัทออสเตรเลีย หรือทำงานที่ต้องใช้ทักษะทางด้านการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นงานบริการหรืองานต้อนรับลูกค้า เราควรที่จะฝึกฟังและพูดแบบสำเนียงออสเตรเลีย คนไทยเราได้เปรียบชาวออสเตรเลียตรงที่เราสามารถพูดได้มากกว่าหนึ่งภาษา ซึ่งทักษะนี้สามารถทำให้เราถูกรับเลือกได้งานดี ๆ อย่างพนักงานต้อนรับของโรงแรม พนักงานขายของ Duty free หรือได้ทำงานกับบริษัทต่างชาติที่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกับคนไทย เป็นต้น

ในช่วงแรก ๆ สำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจในเรื่องภาษาของตนเอง อาจเลือกสมัครงานกับบริษัทชาวต่างชาติอื่น ๆ เช่น ไทย จีน เกาหลี ฯลฯ หรือเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะภาษาขั้นสูงมากนัก เช่น พนักงานขายอาหารในฟู้ดคอร์ท พนักงานร้านอาหาร พนักงานในครัว พนักงานทำความสะอาด เป็นต้น

 

ตอนนี้เราขอเข้าเรื่องเน้นไปที่การหางานแบบ Full-time นะคะ เพราะงานแบบ Part-time และ Casual หลายคนคงมีข้อมูลอยู่แล้ว..

บริษัทออสเตรเลียให้ความสนใจกับประวัติการทำงานมากกว่าประวัติการศึกษา นอกจากว่าเราจะจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง มหาวิทยาลัยชั้นนำในออสเตรเลียด้วยคะแนนสูง ๆ ดังนั้นเราจึงเห็นว่าชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ไม่นิยมเรียนต่อระดับสูง ๆ ด้วยวัฒนธรรมของเขาที่ส่งเสริมให้ทำงานเก็บเงินเองตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ชาวออสเตรเลียแทบทุกคนมีประสบการณ์การทำงานมาทั้งนั้น หลังจากเรียนจบมัธยมปลาย บางคนก็หางานทำเลย บ้างก็เรียนต่อเฉพาะทางหรือที่เรียกว่า Vocational Study บ้านเราก็สายอาชีพ ซึ่งมีหลายระดับ Certificate, Diploma ระยะเวลาการศึกษาก็แตกต่างกันไป 6 - 12 เดือน

ในขณะที่ค่านิยมของชาวไทยเรานิยมให้เรียนรวดเดียวจบชั้นสูง ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ระดับปริญญาตรี แล้วถึงมาเรียนต่อโทเมืองนอก จบโทแล้วถึงหางาน ด่านแรกเลยก็คือเราไม่มีประสบการณ์การทำงาน อ่ะ ไม่เป็นไร บริษัทนี้ใจดีดูจากสถาบันที่เราจบและเกรดที่สวยงามของเราแล้ว อยากจะรับทำงาน คำถามต่อไปคือ ยูถือวีซ่าถาวร PR (Permanent Resident) หรือเป็นคนออสเตรเลีย (Australian Citizen) รึเปล่า?... แม้ว่าเราจะสามารถขอวีซ่าชั่วคราว TR (Temporary Resident) หลังจากที่เราเรียนจบ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและคอร์สที่เราเรียน) เพื่อหางานให้ได้ภายใน 18 เดือน แต่ด้วยข้อกำหนดเรื่องวีซ่าของเราทำให้บริษัทก็ไม่อยากจะรับเราทำงาน เพราะบริษัทจะต้องเป็นคนสปอนเซอร์เราในการยื่นเรื่องขอวีซ่าทำงาน บางบริษัทจะเขียนไว้ชัดเจนในเงื่อนไขการสมัครงานเลยว่ารับเฉพาะ PR หรือ Australian Citizen เท่านั้น

นั่นจึงเป็นปัญหาที่หลายคนประสบมา เมื่อต้องการมาทำงานประจำ หรือ Full-time ที่ออสเตรเลีย ดังนั้นหากตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากทำงานในออสเตรเลียหรือต่างประเทศอื่น ๆ ควรให้ความสำคัญกับการหาประสบการณ์การทำงานให้มากที่สุด ให้พยายามหาที่ฝึกงานหรือถ้าเป็นไปได้ หางานพิเศษที่ตรงกับงานที่เราอยากทำในขณะที่กำลังศึกษาอยู่ โดยนอกจากจะเป็นการทดสอบว่าเราจะชอบงานสายงานนั้น ๆ มั้ย ยังเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปในตัวอีกด้วย

 

หากสนใจอยากทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการหางานเพิ่มเติม สามารถเข้าอ่านบทความที่น่าสนใจตามลิงค์ที่อยู่ด้านล่างนี้ได้ โดยเฉพาะเรื่อง Internship program ซึ่งจะดีเป็นอย่างมากสำหรับน้อง ๆ ที่กำลังใกล้จะเรียนจบ ป.ตรี ในออสเตรเลีย เผื่อเป็นแนวทางที่ดีในการหางานทำในออสเตรเลีย แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าตอนสุดท้ายนะคะ, ขอบคุณคะ

Write on วัน/วันที่/เดือน/ปี เผยแพร่ใน ชีวิตความเป็นอยู่

ในตอนแรกนี้ เราจะมาคุยกันที่ภาพรวมของการทำงานในออสเตรเลียกันก่อน ว่ามีระบบในการทำงานกันอย่างไรบ้าง โดยจะมีการแสดงมุมมองความคิดเห็นและประสบการณ์ของทั้งตัวผู้เขียนเองและคนรู้จักบ้าง เพื่อเป็นแนวทาง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณ

 

การทำงานในออสเตรเลีย ไม่ว่าจะทำงานประเภทไหนค่าจ้างก็ไม่ต่างกันมาก อันเนื่องมาจากระบบในการกระจายรายได้ของประเทศ บางทีคนทำงานใช้แรงงานกลับได้เงินเดือนมากกว่าพวกทำงานออฟฟิศเสียอีก เช่น ทำงานในเหมือง หรือก่อสร้าง ภาษีที่นี่ก็เลยมีระบบแบบใครหาได้เยอะก็ต้องจ่ายเยอะ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่คนออสเตรเลียส่วนใหญ่เลือกที่จะเปลี่ยนงานบ่อย ๆ เนื่องจากไม่อยากเลื่อนตำแหน่ง เพราะ..

1. เมื่อรายได้เพิ่มขึ้นก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น
2. ตำแหน่งที่สูงขึ้นหมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้น

ชาวออสเตรเลียจึงเลือกใช้ชีวิตอย่างสบาย ๆ เข้างาน 9 โมงเช้า ออกงาน 5 โมงเย็น ปาร์ตี้หลังเลิกงาน เสาร์อาทิตย์ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูง ทำกิจกรรมกลางแจ้ง รายได้ที่ได้มานอกจากค่าใช้จ่ายในบ้านแล้ว เงินเก็บที่เหลือก็ไปเที่ยวทุก ๆ ปี เพราะเขาไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีคนดูแลยามแก่และเกษียณ และไม่มีใครเลี้ยงดูพ่อแม่ญาติพี่น้องลูกหลาน เนื่องจากสวัสดิการของที่ออสเตรเลียดีมาก คนไม่มีงานทำรัฐบาลก็ดูแล ไม่สบายรัฐก็ช่วย ระบบการจ่ายเงินเดือนของออสเตรเลียยังมีการจ่าย Superannuation (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Super) สำหรับพนักงานที่ได้รับเงินเดือนเป็นจำนวนตั้งแต่ $450 ขึ้นไป ซึ่งเงินส่วนนี้จะคิดจากรายได้ก่อนหักภาษี 9.5% ซึ่งบริษัทจะต้องฝากให้พนักงานทุกเดือนหรือทุกสามเดือน พนักงานไม่สามารถถอนเบิกเงินก้อนนี้ได้จนกว่าจะเกษียณหรือต้องกลับประเทศบ้านเกิดถาวร

เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเอเชียส่วนใหญ่ที่ถูกปลูกฝังให้เป็นคนขยัน จึงทำให้มีการเปรียบเทียบเกิดขึ้น นายจ้างชาวออสเตรเลียหลายคนก็มักจะเลือกชาวเอเชียเข้าทำงานด้วยข้อดีจากจุดนี้เอง จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่าทำไมชาวออสเตรเลียบางกลุ่มถึงไม่ชอบชาวเอเชีย เพราะคนเอเชียขยันและสู้งาน บางกลุ่มมีการต่อต้านอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเห็นร้านไหนมีพนักงานเอเชียหรือบริษัทไหนเจ้าของเป็นคนเอเชียก็จะไม่เข้าไปใช้บริการเลย ในการสมัครงานและการทำงาน ทางออสเตรเลียมีกฎหมายห้าม Discrimination ทั้งเรื่องเพศ ความชอบส่วนตัวทางเพศ เชื้อชาติ สีผิว อายุ ความผิดปกติทางร่างกายหรืออารมณ์ สถานภาพการสมรส ความรับผิดชอบต่อครอบครัว การตั้งครรภ์ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ถิ่นกำเนิดหรือสังคม ความหมายคือ ทางบริษัทไม่สามารถปฏิเสธที่จะไม่รับเราเข้าทำงานด้วยสาเหตุดังที่กล่าวมานี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหานี้ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น คนออสเตรเลียโดยส่วนมากจะอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มและทักทายคนแปลกหน้าอยู่ตลอด

 

ประเภทของงาน (แบ่งตามเวลา)

ความแตกต่างระหว่าง งานประจำ(Full-time), งานนอกเวลา(Part-time) และ งานชั่วคราว(Casual)

Full-time ทำงาน 38 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รายได้คิดเป็นสัปดาห์ ได้รับผลประโยชน์ เช่น Paid annual leave (บริษัทจ่ายเงินแม้ว่าเราจะไม่ไปทำงาน) และ Sick leave (บริษัทจ่ายเงินแม้เราไม่สามารถไปทำงานได้เพราะไม่สบาย) บริษัทจะต้องแจ้งพนักงาน Full-time ล่วงหน้าหรือจ่ายเงินเมื่อบริษัทต้องการจะปลดพนักงาน

Part-time มีตารางงานประจำ ทำงานน้อยกว่า 38 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พนักงานได้รับผลประโยชน์ส่วนใหญ่เช่นเดียวกับ Full-time แต่รายได้จะคิดจากชั่วโมงทำงานแทน

Casual ไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน บางวันมีงาน บางวันไม่มีงาน บางวันได้ชั่วโมงเยอะ บางวันได้ชั่วโมงน้อย แม้ Casual จะไม่ได้ Paid sick leave หรือ Annual leave แต่รายได้ต่อชั่วโมงได้เยอะกว่า Full-time และ Part-time เมื่อเทียบกับงานชนิดเดียวกัน บริษัทสามารถจะหยุดจ้าง Casual เมื่อไรก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และด้วยเหตุนี้เองคนที่ทำงาน Casual จึงเลือกที่จะกระจายความเสี่ยงโดยการรับงานหลายที่ เมื่องานที่หนึ่งขาดไป ก็ยังมีงานอีกที่รองรับ

150506-working-au-1-part-time

ร้านอาหารและงานทำความสะอาดส่วนใหญ่ในออสเตรเลียจะนิยมจ้างพนักงานแบบ Casual เนื่องจากไม่มีข้อผูกมัด ทำน้อยจ่ายน้อย ทำมากจ่ายมาก สำหรับลูกจ้างโดยเฉพาะผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำงาน ทำให้ต้องตกอยู่ในสถานะ Casual กันหลายราย และเป็นปัญหาที่พบเจอกันได้บ่อยเรื่องของตารางเวลาการทำงาน เช่น เราคำนวณว่าอาทิตย์นึงเราต้องทำงานสองวัน วันละ 5 ชั่วโมง ชั่วโมงละ $15 ก็เป็น $150 เพื่อจ่ายค่าเช่าต่อสัปดาห์ บังเอิญบริษัทรับพนักงานใหม่เข้ามาทำชั่วคราว ทำให้ต้องลดชั่วโมงการทำงานของเราลง เราก็ขาดรายได้ไป หรือ บริษัทวางตารางงานให้เราสำหรับอาทิตย์หน้าว่าลงวันจันทร์กับพุธ แต่พอวันอังคารบอกยกเลิกวันพุธแล้วให้เราเข้ามาทำวันศุกร์แทน เป็นต้น

เคยมีรุ่นน้องคนนึงต้องออกจากบ้านเดินทางไปที่ทำงานใช้เวลากว่า 20 นาทีในการขับรถ พอไปถึงพบว่าบริษัทปิดทำการวันนี้โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ได้ขับรถกลับโดยไม่ได้รับค่าน้ำมันหรือค่าเสียเวลาใด ๆ หรือในบางกรณีที่เป็น Casual แต่ทำงานยิ่งกว่า Full-time ก็มีให้พบเห็นไม่น้อยเหมือนกัน หากคิดที่จะทำงานแบบ Casual แนะนำให้ในช่วงแรกมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายประจำไว้ก่อน อาจปรึกษาเพื่อนหรือผู้รู้ก่อนจะไปสมัครงานว่าบริษัทนั้น ๆ มีเสียงตอบรับอย่างไรบ้าง ใช้เวลาในการปรับตัวและดูว่าเราสามารถรับได้กับการทำงานของบริษัทนั้น ๆ ไหม

 

ตอนนี้เราก็พอจะรู้คร่าว ๆ แล้วว่าระบบการทำงานในออสเตรเลียเป็นยังไง ในตอนต่อไปนั้นเราจะพูดในเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็คือ.. "การสมัครงาน" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ, ขอบคุณคะ

Write on วัน/วันที่/เดือน/ปี เผยแพร่ใน ชีวิตความเป็นอยู่

สำหรับใครหลายคน.. ที่ได้วางแผนเลือก “ออสเตรเลีย” เป็นจุดหมายในการหาที่เรียนหรือทำงานแล้ว ทีนี่ก็มาถึงการตัดสินใจอีกเรื่องซึ่งสำคัญมากก็คือ “แล้วไปอยู่เมืองไหนดีล่ะ..!?”

นอกเหนือไปจากเรื่องที่ทำงาน ที่เรียน ที่เที่ยวแล้ว.. อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจได้คือ สภาพอากาศของแต่ละเมืองในประเทศออสเตรเลีย เพราะอย่างที่เรารู้กันมาบ้างแล้ว ว่าประเทศออสเตรเลียมีขนาดที่ใหญ่มาก ในแต่ละพื้นที่ก็จะมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันไป ทีนี้เรามาดูสภาพดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิความร้อนแรง และหนาวเย็นสั่น ๆ ๆ ของแต่ละเมืองกัน เผื่อเป็นแนวทางการเลือกจุดหมายในการปักหลักเรียนหรือทำงาน

 

ก่อนอื่นเรามาดูหน้าตาแผนที่ออสเตรเลียกันซะก่อน..

20150502-climate-tmp-zones
ภูมิอากาศของออสเตรเลียตามอุณหภูมิและความชื้น
ภาพประกอบ: bom.gov.au

รูปร่างเหมือนครัวซองที่ถูกตัดขอบไปนิดนึง จากภาพนี้คุณเห็นอะไร!?... สี… ถูกต้องค่าาา ภาพนี้นะคะเป็นการดูง่าย ๆ เลยว่าความร้อนแรงจากมากไปหาน้อยมันเริ่มมาจากข้างบนค่ะ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยเพราะมันอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร

โซนส้ม จี๊ดจ๊าด บอกได้เลยว่าร้อนแซ่บมาก ทั้งร้อนและแฉะนะฮ่ะ หนึบหนับ ๆ โดยโซนนี้จะเจอข่าวคราวเรื่องพายุไซโคลนกันบ่อย ๆ เมืองหลัก ๆ ก็จะมี ดาร์วิน แคร์นส์ ทาวสวิล แมคคาย และรอคแฮมตัน

ซิดนีย์เมืองโด่งดังไม่มีใครไม่รู้จัก คนไทยอยู่เยอะมว๊าก ประหนึ่งเดินอยู่เมืองไทยเลยนะคร้า อบอุ่นค่ะ ตามที่เห็นคือสีเขียว หน้าร้อนก็อบอุ่นพอประมาณ แต่บางวันก็เด้งไป 40 กว่าองศาก็มีนะ อบอุ่นยังไง? แต่ถ้าใครอยากสัมผัสหน้าหนาวแบบต่างประเทศ ซิดนี่ย์ก็มีคำตอบให้คุณค่ะ เมืองโซนสีเขียวที่น่าสนใจอีกหนึ่งก็คือ เพิร์ธ แม้จะอยู่ประเทศเดียวกันแต่เวลาต่างจากเมืองฝั่งขวา 2 ชั่วโมง

มูฟวิ่งออนไปที่.. เมลเบิร์น เมืองแห่งสถาปัตยกรรม ชื่อเสียงไม่แพ้พี่ซิด นางอยู่ก้ำกึ่งนะระหว่างสีฟ้าและสีเขียว หากหล่นไปทางฟ้าเหมือนพี่โฮบาร์ทละก็เย็นกันทั้งปีเลยทีเดียวเชียว

บริสเบนของเราที่อยู่ทางฝั่งขวาสุด อยู่ในช่วงกำลังดีสำหรับคนที่ไม่ชอบอากาศร้อนและหนาวจัด อารมณ์เหมือนอยู่เชียงใหม่เลย หน้าร้อนก็ร้อนแบบเหงื่อไม่ตกกีบ หน้าหนาวก็จะเย็นช่วงกลางคืนและเช้าตรู่ กลางวันจะมีแสงแดดส่งมาให้ความอบอุ่นกำลังดีฟินเฟ่อร์

 

สำหรับภาพด้านล่างนี้.. เป็นภูมิอากาศของออสเตรเลียตามการแบ่งแบบเคิปเปน(Köppen) ซึ่งสามารถมองเห็นภาพรวมของภูมิประเทศได้ ว่าสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร โดยจะเห็นได้ว่าเมืองบริสเบนค่อนข้างจะสมดุลย์ อยู่ในเขต Subtropical มีอากาศค่อนข้างอบอุ่น ไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดจนเกินไป

20150502-climate-kpn
ภาพประกอบ: bom.gov.au

 

อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด-ต่ำสุด ฤดูร้อน-ฤดูหนาว ของแต่ละรัฐ

เปรียบเทียบอุณหภูมเฉลี่ยกันได้ตามตารางนี้เลยนะจร้ะ ที่ออสฯนี่จะสลับกับชาวบ้าน เขาหนาวเราร้อนแรงส์ พอเขาร้อนเราก็เย็น เดือนมกราคมจึงเป็นเดือดร้อนระอุของพี่ออสฯเขาเลยละ ส่วนหนาวไปตกอยู่ที่มิถุนายน

20150502-climate-au-city-tmp

 

เปรียบเทียบอุณหภูมิของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ

หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่อย่าง อังกฤษ อเมริกา และอื่น ๆ ถือว่าสภาพอากาศของพี่ออสฯนี่ไม่ได้เอกซ์ตรีมแบบชาติอื่นเขา เปรียบเทียบตารางกันดูได้เลย ออสฯเราหน้าร้อนกับหน้าหนาวองศาต่างกันเพียง 9-11 องศาเอง

20150502-climate-worldeng-city-tmp

 

ปริมาณฝนของแต่ละเมืองในออสเตรเลีย

ในเรื่องของฝนฟ้าแล้วล่ะก็เกิดฝนตกน้อยมาก จะมีมาเป็นพัก ๆ ตามฤดูแตกต่างกันไปแล้วแต่เมือง ชุ่มฉ่ำหน่อยก็มี ดาร์วิน (คาดว่าปริมาณฝนส่วนใหญ่มาจากพายุ) ซิดนี่ย์ และบริสเบน

20150502-climate-au-rainfall

เวลาฝนตกที่นี่จะมาแบบไม่มีตั้งเค้า อยู่เมืองไทยออกจากบ้านไม่เคยเช็คพยากรณ์เลย อยู่ที่นี่จำเป็นฮับ เพราะบางทีกลางวันแดดเปรี้ยง ๆ ฟ้าใสกิ๊ง ไร้เมฆ พยากรณ์บอก (ดูตอนเช้าก่อนออกบ้าน) วันนี้พายุโหมกระหน่ำฟ้าฟาดเปรี้ยง ๆ มีความเป็นไปได้ถึง 90%! ยิ้มมุมปากพร้อมถอนหายใจเบา ๆ ฮี… ทายผิดละ 6 ชั่วโมงผ่านไป เก็บของเข้าบ้านแทบไม่ทันค้าบ พายุลูกเห็บลงก้อนเท่ากำปั้น นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เช็คพยากรณ์ก่อนออกบ้านด้วยนะคะ อ่านดูแล้วน่าตกใจแต่เหตุการณ์แบบนี้ปีนึงจะมีสักครั้งสองครั้ง โดยปกติแล้วท้องฟ้าที่นี่จะเปิด ฟ้าสวยไร้มลพิษ อากาศที่นี่เค้าดีจริง ๆ

 

เป็นไงกันบ้าง.. เริ่มมีไอเดียชอบที่ไหนเมืองไหนเป็นพิเศษกันรึยัง เพื่อน ๆ คนไหนมีประสบการณ์หรือความเห็น คอมเม้นแนะนำเข้ามาได้นะคะ

 

ข้อมูลอ้างอิง:
abs.gov.au - "Australia's Climate"
worldweather.org - "World Weather Information Service"

Write on วัน/วันที่/เดือน/ปี เผยแพร่ใน สัพเพเหระ

พึ่งผ่านไปหมาดๆกับตรุษจีนปีม้า หวังว่าเพื่อนๆคงจะสนุกสนานกับเทศกาลตรุษจีนในบริสเบนไม่มากก็น้อยนะคะ ขอให้ทุกคนเฮงๆมีความสุขมากๆตลอดปีนี้

ช่วงนี้นอกจากเทศกาลตรุษจีนแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นกับวันวาเลนไทน์ที่กำลังใกล้เข้ามา ทำให้กุมภานี้ถือได้ว่าเป็นเดือนแห่งความรักหวานแหววของของคู่รักหลายๆคู่ แต่สำหรับคนโสดก็โอดครวญกันไม่น้อย (อยากกินชอคโกแลตกะเค้าบ้างอ่ะ) ก็เลยถือโอกาสนี้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความรักจากมุมมองของคนธรรมดาๆคนหนึ่งที่ถูกความรักเล่นงานมาพอสมควร โดยหวังว่าจะได้เป็นอีกหนึ่งข้อคิดให้แก่เพื่อนๆนะคะ

 

คนดีที่รักเราน้อย กับคนไม่ดีที่รักเราม้ากมาก เลือกใครดี?

ก็ต้องเลือกคนที่รักเราม้ากมากสิ จะได้ตามใจเราเอาอกเอาใจ เค้าไม่ดีกับคนอื่นแต่เค้าดีกับเราก็พอละ จริงหรือเปล่า? คนไม่ดีไม่มีศีลธรรม ไม่มีจิตสำนึกในความดี แม้แต่พ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณฝั่งตัวเองก็ไม่ให้เกียรตืไม่ให้ความเคารพ นับประสาอะไรกับครอบครัวพ่อแม่ญาติพี่น้องของเรา เมื่อญาติเพื่อนของเราไม่ถูกกับคนรักที่ไม่ดีของเรา เราก็จะเสียความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นไปในไม่ช้า คนไม่ดีทำเรื่องไม่ดีก็จะพาเราชักชวนไปในทางที่ไม่ดี ถึงเราไม่ตามแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นแฟนแล้วก็อาจจะมีส่วนพัวพันพลอยซวยไปด้วย

0702-take-care2

คนไม่ดีเวลารักคนอื่นเป็นยังไง? ก็จะมีแต่ความเห็นแก่ตัว อยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ทำทุกวิถีทางที่จะได้มา ไม่ทำต่อหน้าก็ทำลับหลัง แอบค้นยุ่งเรื่องส่วนตัว คอยแต่จะจ้องจับผิด เพราะตัวเองเป็นคนไม่ดีจึงคิดระแวงว่าคนอื่นก็ทำเหมือนกัน คนไม่ดีพอหมดรักแล้วเป็นยังไง? จะขอเลิกก็ไม่ให้เลิกทั้งๆที่ตัวเองก็มีคนใหม่ แต่พอคนรักจะจากไป กลับเอาปืนมายิงไม่ยอม แถมไม่ยิงคนเดียวด้วยนะ กลัวเสียเที่ยว ยิงแม่ยายด้วยเลยตามที่มีให้เห็นในข่าวกันประปราย คนไม่ดีแม้เราจะเป็นคนดีทำความดีแทบตายเค้าก็ไม่เห็น แถมยังหาว่าเรายุ่งอยากทำเองทำไม คนดีแม้จะรักเราไม่มาก แต่โดยพื้นฐานที่เค้ามีจิดใจดีอยู่แล้ว เค้าย่อมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร สิ่งไหนทำแล้วจะทำให้คนรักไม่สบายใจ สิ่งไหนเป็นสิ่งที่คนรักที่ดีควรจะเป็น คนดีเขาเป็นหมด แม้เมื่อเวลาผ่านไป ความรักได้จางหาย คนดีก็มีความรับผิดชอบ รู้จักอยู่ในศีลธรรม ไม่ทำผิดประเวณีลูกผัวเมืยชาวบ้าน ดูแลคนรักของตนบนพื้นฐานของหลักความดี แต่ถ้าใครที่โชคดีได้เจอคนดีที่รักเรามากๆด้วยแล้วละก็.. อย่าปล่อยให้หลุดมือเชียวนะ!

0702-take-care

คนที่รักเราดูยังไง?

จริงก็ไม่ยากเลย ถ้าเราถามตัวเองว่าเค้าเป็นห่วงความรู้สึกของเรารึเปล่า..? หัวใจหลักมีอยู่แค่นี้จริงๆ เวลาเค้าจะทำอะไรพูดอะไร เค้ามักจะแคร์กับอารมณ์สิ่งที่เราจะรู้สึก ง่ายๆเลยเวลาเดินกันไปสองคนเค้าถือของให้เราไหม คอยหันมาดูไหมว่าเราเดินตามทันรึเปล่า ไม่ใช่แบบว่าห่างกันไปสองไฟแดงละ อีกเรื่องที่ดูง่ายมากคือเรื่องหึงหวง หากเค้าทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องหึงและหวงโดยที่เค้ารู้แต่ก็ไม่ทำอะไรเลย อย่างเช่น หยอกล้อกับคนอื่นกระหนุงกระหนิงต่อหน้า หรือจะเป็นส่งเมสเสสเล่นกับคนอื่น โดยที่เราไม่พอใจและเค้าก็รับทราบแต่ไม่คิดจะทำอะไร อย่างนี้ก็เปิดโอกาสให้ตัวเองเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเถอะค่ะ..

ฝันได้ แต่อย่าเอามาเป็นพื้นฐานของความจริง

เชื่อว่าเกือบทุกคนโตมาด้วยหนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ที่แฝงเรื่องราวของความรักไว้บ้างไม่มากก็น้อย มีคนไม่น้อยเลยที่ชื่นชมหลงไหลในตัวละครต่างๆเหล่านั้น ผู้หญิงก็ถูกสิ่งพวกนี้ชี้นำถึงเจ้าชายขี่ม้าขาวที่จะเป็นรักแรกและรักเดียวของเราไปจนตาย ผู้ชายก็อิ่มเอมใจกับบทตัวละครหลักที่เป็นผู้ชายธรรมดาๆไม่ได้ดีเด่อะไรแต่กลับมีผู้หญิงน่ารักๆสวยๆมีสเน่ห์มากมายมารายล้อม หลายคนก็นำสิ่งเหล่านี้มาเป็นบรรทัดฐานของความจริง มันเลยเกิดสำนวนที่ว่า หมาเห่าเครื่องบิน หรือ หมาวัดหมายปองดอกฟ้า ที่หนักกว่านั้นคือคนที่มีคนรักอยู่ และได้ตีกรอบให้แก่แฟนตัวเองไปแล้วว่าต้องเป็นแบบสิ่งที่ตัวเองชอบ ที่ตัวเองใฝ่ฝัน ทำให้เรามองข้ามสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและมองเห็นความไม่เพอเฟกค์ซึ่งเราเองน่ะแหละที่เป็นคนสร้างภาพลวงตาเหล่านั้นขึ้น มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรอกที่เราจะฝันและหลงใหลตัวละครเหล่านั้น แต่เราต้องมีสตินึกรู้อยู่เสมอว่าเราคบกับคนที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ ไม่ใช่บุคคลทีเป็นเพียงจินตนาการ

คนนะไม่ใช่แม่กุญแจ

0702-not-a-keyทำไมถึงบอกว่าคนไม่ใช่แม่กุญแจ เพราะว่าแม่กุญแจมันถูกสร้างมาเพื่อกุญแจเพียงดอกเดียว หากคุณคิดจะหาลูกกุญแจของคุณให้เจอ จะต้องลองกี่ครั้ง? ที่เขียนอย่างนี้ไม่ใช่จะแนะนำว่าให้หยุดหา หรือทนอยู่กับคนที่ทำให้เราไม่มีความสุข แต่อยากจะบอกว่า การจะหาคนที่จะเข้ากับเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นมันยากนัก เพราะฉนั้นหากคุณคิดว่าคุณเจอแล้วก็อย่าปล่อยให้หลุดไปนะคะ สำหรับคนที่ยังไม่เจอ ได้เจอสักเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นี่ก็ถือว่าเยอะแล้วล่ะ แทนที่เราจะโฟกัสไปในสิ่งที่เค้าขาด ควรโฟกัสไปในสิ่งที่เราต้องการดีกว่า ถ้าคนๆนั้นมีล่ะก็ เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญใช่มั้ยคะ ข้อนี้ให้ใช้เป็นกำลังใจเวลาที่เรายังไม่เจอใครหรือเพิ่งจบความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนะคะ ไม่ใช่ว่าคบคนเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ แล้ววันนึงเจอคนแปดสิบแล้วจะทิ้งคนแรกนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนะ

เชื่อในกัตฟีลลิ่ง

ชีวิตเรานั้นสั้นนัก หากคุณรู้สึกแปรบๆ เอ๊ะ! มันไม่ใช่นะ เท่านั้นล่ะค่ะ เตรียมตัวหาคนใหม่ดีกว่า ยิ่งใครที่รู้ว่าคนที่คบอยู่ด้วยตอนนี้ไม่ใช่มากๆ แบบมีเรื่องให้ทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน เหมือนพูดกันคนละสปีซี่อยู่บ่อยๆ ลองทบทวนความรู้สึกตัวเองดูอีกครั้ง ยิ่งเวลานานไปยิ่งยืดเยื้อ เราเองก็เสียเวลา เสียใจ เสียอารมณ์ เสียโอกาสที่จะได้เจอคนที่อาจจะใช่มากกว่า ( กลับไปอ่านข้อข้างบนนะ :) )

รักจริงต้องกัดก้อนเกลือกิน?

ถ้าเป็นสมัยนี้อาจจะเปลี่ยนจากเกลือเป็นผงโรยข้าว (ฟุริคาเกะ) แม้หลายๆคนมักจะพูดติดปากอยู่เสมอว่า รักแล้วเรื่องฐานะชั้นวรรณะไม่สำคัญ แต่ในทางปฏิบัติคำกล่าวนี้มีช่องโหว่อยู่มากมาย ใครที่คิดอยากจะมีครอบครัว สร้างครอบครัวใหม่ของตัวเองขึ้นมาควรอย่างยิ่งที่จะคำนึงถึงข้อนี้ หนึ่งตัวเราเองมีภาระหรือไม่ บางคนคิดว่าการแต่งงานเป็นทางออกหนึ่งเพื่อที่จะช่วยให้เราได้ส่งเสียเลี้ยงดูปูเสื่อครอบครัวของเราที่มีอยู่แล้วได้ง่ายขึ้น เมื่อได้รับการเลี้ยงดูจากคนรัก มีทรัพย์สินก็นำส่วนหนึ่งมาแบ่งบริจาคเลี้ยงครอบครัวตนเอง ในกรณีที่คนรักของเราเต็มใจก็ไม่เป็นไร แต่ในกรณีที่ออกแนวบังคับ แม้ฐานะของคนรักและตนไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะดูแลใครได้ แต่เราก็ยังหน้าเลือดบีบบังคับตัวเองและคนรักให้ส่งเงินกลับบ้านไปให้พ่อแม่เราทุกเดือน ไม่ว่าจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และอื่นๆอีกมากมาย สิ่งเหล่านี้มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนรักย่ำแย่ลงจนในที่สุดก็จะเหลือแต่คำว่า เงิน เท่านั้น อย่างที่สอง คนที่เราจะคบหาด้วยเขามีภาระไหม หากเรารู้อยู่แล้วว่าเขามีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัว ญาติพี่น้อง แล้วเราตัดสินใจที่จะคบ เราก็ควรจะทำใจแต่เนิ่นๆเลยว่า สิ่งที่เขาหามาหรือที่จะช่วยกันหาต่อจากนี้ แม้มันจะมาไม่ถึงเราเป็นส่วนใหญ่ ก็ขอให้เข้าใจและช่วยกันพยุงความสัมพันธ์นี้ไป เพราะบางคนอาจจะเกิดอาการงอน น้อยใจ ขึ้นมา เอ๊ะ ไม่คิดจะให้ฉันบ้างเหรอ หรือ กรณีที่คนรักของเราเคยดูแลเลี้ยงดูปูเสื่อพ่อแม่ญาติอย่างดี แล้วจู่ๆมีเราเข้ามาและดูแลเราแทน นี่ก็อาจจะเป็นต้นตอของความร้าวฉานระหว่างตัวเราและญาติๆของเขาก็เป็นได้ ข้อสุดท้าย เราควรจะคิดเผื่อในอนาคด ว่าจริงอยู่ตอนนี้เราสามารถอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ แต่หากวันหน้ามีอะไรเกิดขึ้น คนรักของเราก็ควรที่จะสามารถพยุงช่วยเหลือเราให้ผ่านช่วงวิกฤตไปได้ ในทางกลับกันตัวเราเองก็ควรที่จะสามารถพยุงคนรักของเราได้เมื่อเขาประสบกับปัญหา อย่างนี้แหละถึงจะเรียกว่ารักจริงที่อยู่กันยืนยาวในทางปฏิบัติ

รักตัวเองและให้ความสำคัญแก่สิ่งรอบข้าง

0702-get-togetherก่อนที่เราจะคิดรักใคร เราควรที่จะต้องมีสติรักตัวเองให้มากที่สุด รองลงมาก็คือบุพการีผู้มีพระคุณ ญาติและเพื่อน เมื่อเรารู้สึกถึงความรักที่เต็มของเราอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องกลัวที่จะอ้าแขนรับความรักแบบแฟน ให้ความรักแบบนี้เข้ามาเป็นส่วนเสริมให้ชีวิตของคุณมีสีสัน แต่อย่าให้มันเข้ามากลายเป็นศูนย์กลางความรักทั้งหมดที่มีของคุณ ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้คนไม่น้อยต้องจบชีวิตตนเอง หรือทำอะไรพลั้งพลาดไป เพียงเพราะคิดว่าความรักแบบแฟนเป็นศูนย์กลางของชีวิตเค้า เมื่อมีคนรักก็ต้องให้เวลาแก่อย่างอื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้คนรอบข้าง พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน หรือแม้แต่ให้เวลาแก่ตัวคุณเอง ทำกิจกรรม งานอดิเรกต่างๆ ออกไปพบปะผู้คน ให้ตัวคุณเองได้รับรู้ว่าโลกของคุณนั้นช่างรายล้อมไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจ และผู้คนต่างๆมากมาย ไม่อยากให้ยึดติดเอาคนรักของเราเป็นศูนย์กลาง

 

เป็นไงกันบ้างเอ่ย กับข้อคิดเล็กๆน้อยๆในมุมมองความรักแบบพริกขี้หนู ตรงกับใจของใครหลายๆคนหรือเปล่า หรือมันไม่ใช่เร้ย! (ฮ่าๆ) ใครมีมุมมองยังไงก็คอมเม้นกันมาได้นะคะ ขอบคุณคะ..